Request For Comment

1. ท่านเรียนรู้อะไรบ้างจากการฝึก Juggling

ผมเรียนรู้หลายอย่างจากการฝึก Juggling ครับ

-         สมาธิ  ในการเล่น Juggling ผู้เล่นจะต้องมีสมาธิอยู่กับการโยนลูกตลอด ทำให้สมาธิของผู้ที่เล่น Juggling ยาวนานขึ้นได้ นอกจากนี้ยังทำให้จิตใจสงบนิ่งลงอีกด้วย ซึ่งเกิดมาจากการที่เรามีสมาธิ

-         ความพยายาม แน่นอนว่าทุกๆ อย่างที่เริ่มจากศูนย์จะต้องอาศัยความพยายามในการเริ่มต้นแทบทั้งสิ้น Juggling ก็เช่นเดียวกัน ในช่วงแรกๆ ของการฝึกผู้เล่นจะต้องทำลูกหล่นนับครั้งไม่ถ้วน หากต้องการจะโยนให้ได้ จะต้องมีความพยายามระดับหนึ่งทีเดียว และหากต้องการจะโยน Juggling ให้ได้ดี ให้ได้คล่องกว่าเดิม ก็จะต้องมีความพยายามในการฝึกเพิ่มขึ้นไปอีกครับ

-         ความก้าวหน้า จากที่อาจารย์ได้เคยบอกไว้ว่าหากโยนท่าง่ายได้คล่อง ลูกไม่หล่นแล้ว แสดงว่าเราไม่ก้าวหน้าแล้ว จะต้องเล่นท่าที่ยากขึ้นไปเพื่อให้มีความก้าวหน้า ผมได้ค้นพบและประยุกต์ใช้กับหลายๆ อย่างในชีวิตแล้วครับ

2.  ท่านชอบเนื้อหาหรือกิจกรรมใดมากที่สุด โปรดให้เหตุผล

ผมชอบเนื้อหาในเรื่องพลานุภาพแพร่งความคิด (The Power of Intersection) มากที่สุดเลยครับ เพราะเนื้อหาเรื่องนี้ทำให้ผมตื่นเต้นมาก ศาสตร์ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น ความคิดนี้กระตุ้นให้ผมมีความอยากรู้อยากเห็นในศาสตร์อื่นๆ เพิ่มมากขึ้น นอกจากด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่กำลังศึกษาอยู่ ผมอยากนำความรู้หลายๆ ศาสตร์มาประยุกต์รวมกันในการแก้ไขปัญหาดูบ้าง ยังมีหลายคนที่ปิดกั้นความคิดที่เห็นว่าเรื่องของศาสตร์ตนเองจะต้องใช้เพียงศาสตร์ของตนเองแก้เท่านั้น แล้วมองศาสตร์อื่นว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหานั้นเลย ผมอยากให้คนเหล่านั้นลองเปลี่ยนความคิดดูบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์ มิใช่มีความรู้ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่หากมีการนำความรู้ของศาสตร์อื่นๆ มาร่วมด้วยจะทำให้แก้ไขปัญหาเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว

3. ท่านคิดว่างานมอบหมายในวิชานี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับวิชาอื่นโดยเฉลี่ย โปรดให้เหตุผล (อย่าลืมว่าวิชานี้ไม่มีการสอบ) มากกว่า  เท่ากัน  น้อยกว่า

น้อยกว่าครับ เพราะว่างานแต่ละชิ้นที่มอบหมายให้ทำ ไม่ได้ใช้พลังในการทำมากมายเลย อีกทั้งวิชานี้ก้ไม่มีการปิดกั้นความคิด ดังนั้นงานเหล่านั้นล้วนมาจากความคิด ความชื่นชอบส่วนตัวของคนๆ นั้นเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อทำงานในสิ่งที่ตนเองสนใจอยู่แล้ว ก็อยากจะทำและก็ย่อมทำได้ดีด้วย ผมชอบครับ ที่ได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ และสิ่งต่างๆ ก็มาจากความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง อีกทั้งไม่มีคำว่าผิดอีกต่างหาก ซึ่งต่างจากวิชาอื่นๆ ที่เน้นงานที่ต้องทำตามสิ่งที่อาจารย์ต้องการ จะต้องออกมาตรงรูปแบบ หากไม่ตรงก็คือผิด

4. จงอ่านบทความเรื่อง ”บทเรียนจากเบิร์กเล่ย์” และเสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาตนเองเพิ่มเติมอย่างน้อย 2 ข้อ

กลยุทธ์แรกคือ การอ่านหนังสือวันนิด ความรู้ต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในหนังสือครับ แต่หนังสือในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเรียนก็ได้นะครับ จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับด้านที่เราสนใจ หรือหนังสืออ่านเล่นก็ได้ มีประโยชน์หมดหากเรานำข้อคิดที่ดีจากการอ่านหนังสือเล่มนั้นมาใช้ได้ ข้อดีอีกอย่างคือจะทำให้เรามีความรู้กว้างขึ้น ไม่รู้แต่เพียงศาสตร์ของตนเองเท่านั้น ซึ่งจะทำให้สามารถนำความรู้มาจากหลายๆ ศาสตร์มาประยุกต์เข้าด้วยกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ๆ ได้ครับ

กลยุทธ์ที่สองคือ คว้าความรู้เมื่อมีโอกาส หากมีการจัดสัมมนา หรือนิทรรศการต่างๆ ขึ้น แล้วเราได้มีโอกาสที่จะไปฟังได้ ก็ต้องรีบคว้าโอกาสนั้นมาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย นั่นถือเป็นโอกาสที่ดีมาก แต่หากมีการเสียค่าใช้จ่าย หากไม่เกินฐานะก็ขอให้ลงทุนแลกกับความรู้หน่อยครับ

5. ท่านคาดว่าจะได้รับเกรดอะไร จงให้เหตุผลอย่างละเอียด

โดยส่วนตัวผมชอบเรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์อยู่แล้ว เมื่อได้เรียนก็ยิ่งทำให้ได้ความรู้เพิ่ม มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือการเรียนได้มากเลยครับ ผมคาดว่าจะได้รับเกรด A ครับ เพราะผมเข้าเรียนวิชานี้อย่างสม่ำเสมอ ตรงเวลา ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน ยกมือทุกคาบ ทำกิจกรรมในห้องอย่างตั้งใจทุกครั้ง ส่งงานทุกชิ้น มีความกระตือรือร้นที่รู้ในเรื่องที่อาจารย์สอน นำความรู้ที่อาจารย์สอนมาปรับใช้ได้ อีกทั้งยังอัพเดท BLOG แม้จะขาดบ้างเป็นบ้างครั้ง แต่ทุกครั้งที่ทำก็ตั้งใจเล่าข้อคิดต่างๆ ที่ได้จากห้องเรียนและประสบการณ์ให้คนอื่นได้รู้

6. ถ้ามีวิชา Innovative Thinking II ท่านต้องการเรียนเนื้อหาอะไร

ถ้ามี(อยากให้มีนะครับ) ผมต้องการจะเรียนเนื้อหาเรื่อง “การอ่านเร็ว” ครับ อาจจะดูว่าไม่เกี่ยวกับ Innovative Thinking แต่ผมว่าจะมีส่วนช่วยมากทีเดียวหากเราอ่านเร็วขึ้น ความรู้ต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ ส่วนใหญ่จะอยู่ในหนังสือ ดังนั้นเมื่อเราอ่านเร็ว เราก็อ่านหนังสือได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม นั่นเท่ากับว่าเราได้ความรู้ใหม่ๆ เร็วขึ้น หลากหลายขึ้น เมื่อมีความรู้เพิ่มขึ้น ก็ย่อมจะมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นด้วยครับ

7. ถ้าท่านเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชานี้ ท่านจะตั้งคำถามอะไรและจะตอบอย่างไร

ผมจะตั้งคำถามว่า “คุณคิดว่าวิธีทั้งหมดที่เรียนมานำไปใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จงให้เหตุผลประกอบ” คำตอบคือ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ แน่ หากนำสิ่งที่ได้เรียนมาใช้จริงๆ คนส่วนใหญ่ก็เพียงแต่เรียนรู้เฉยๆ แต่ไม่นำไปปฏิบัติจริงซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์ครับ

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำนวัตกรรมของผมที่คิดมาได้จากการสังเกตเล็กๆ น้อยๆ และก็เป็นการช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่ชอบดูพวกแผ่น VCD, DVD ต่างๆ ครับ ไม่ใช่แผ่นแนว…

มาดูกันว่ามันหน้าตาเป็นยังไงครับ

02102009305

เป็นไอเดียง่ายๆ ครับ แต่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหาแผ่น ผมเคยเป็นหลายทีที่ต้องมานั่งหาแผ่นในกล่องใส่ CD และก็จำไม่ได้ว่าดูถึงแผ่นไหนแล้ว ผมก็คิดว่าจะทำยังไงให้มันง่ายกว่านี้ เลยใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย นั่นคือ แคช ครับ ไอเดียง่ายๆ ของมันก็คือ อะไรที่เราใช้บ่อยๆ เราก็เอามาไว้ใกล้ๆ ครับ ก็เลยคิดว่าจะต้องทำเป็นอุปกรณ์ที่เก็บแผ่นและทำให้หยิบแผ่นง่ายด้วย จะได้ไม่ต้องไปนั่งค้นจากกล่อง CD ครับ แหม่…เห็นมั้ยครับ เรื่องแพร่งความคิด ได้เอามาใช้แล้ว

วิธีทำก็ง่ายนิดเดียวครับ

อุปกรณ์ : กล่องลังที่ไม่ได้ใช้(ขนาดขึ้นอยู่กับว่าจะเก็บแผ่นทั้งหมดกี่แผ่น), ซองใส่ CD (จำนวนขึ้นกับขนาดกล่องลัง), เทปกาว 2 หน้า, กรรไกร

01102009299

02102009303

1. ตัดกระดาษกล่องลังให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ

01102009301

2. แปะเทปกาว 2 หน้ากับซองใส่ CD ทั้งหมดครับ

02102009304

3. แปะซองใส่ CD เข้ากับกระดาษลังที่ตัดมาครับ

02102009306

เพียงแค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ง่ายมากครับ แต่สามารถนำไปใช้ได้จริงครับ

แต่เดี๋ยวก่อน……………………….. ถ้าคุณโทรมาภายใน 10 นาทีนี้……………………ก็ไม่มีขายครับ สิ่งนี้ต้องทำเองครับ อิอิ ^ ^

Yes!!! ในที่สุดการสอบการผ่านพ้นไปอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าในการสอบครั้งหนึ่งในรั้วมหาิวิืทยาลัยมันช่างเหนื่อย ผมนั่งนับครั้งของการสอบเลยทีเดียว ในการเรียน 4 ปีของผม จะต้องมีการสอบทั้งหมด 16 ครั้ง แบ่งเป็นปีละ 4 ครั้ง ครั้งนี้ผมก็สอบครั้งที่ 15 เสร็จแล้วววววว Yes!!! (again)

แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีเท่ากับว่าผมจะเหลือการสอบอีกแค่ครั้งเดียว นั่นหมายความว่าผมจะได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ปริญญาตรี กับเพื่อนๆ อีกแค่ 1 เทอมเท่านั้น ช่างน่าเสียดายอะไรเช่นนี้ ดังนั้นในเวลาอีก 1 เทอมที่เหลือจะเป็นเวลาที่ผมจะต้องรีบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตมหาวิทยาลัยมาให้มากที่สุด ทั้งเรียนและเล่น เพราะหลังจากนี้ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป รู้เพียงผมจะต้องทำให้ตัวเองรู้สึกคุ้มที่ได้อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้เลยครับ

ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากจะพบกับมัน แต่ผมเพิ่งจะล้มเหลวไปเมื่อไม่กี่วันก่อนในการทำนวัตกรรมเพื่อส่งในการเรียนวิชา Innovative Thinking ของอาจารย์ธงชัยครับ

อาจารย์ได้พูดถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเล่น juggling สำหรับผู้เริ่มต้น จุดที่ผมมองก็คือการทำลูกหล่นแล้วต้องก้มเก็บลูกที่หล่น ซึ่งผู้เริ่มเล่นจะต้องก้มเก็บลูกจนนับครั้งไม่ถ้วน แน่นอนว่าอาจจะทำให้ผู้เริ่มเล่นรู้สึกหงุดหงิด และปัญหาที่ตามมาอีกอย่างคืออาจจะหลังไม่ดีได้ (รู้มาจากการเล่นกีฬาหลายๆ อย่างที่ต้องก้มเก็บลูก เช่น แบต เทนนิส)เป็นต้น ผมจึงอยากจะสร้าง juggling ที่ช่วยให้ไม่ต้องก้มเก็บลูกครับ

สิ่งที่ผมจะทำคือ Juggling แบบมีเชือก โดยผมจะใช้ลูกเทนนิสมาเจาะรู แล้วยัดสลักร้อยเชือกลงไปในลูกเทนนิส ทำแบบนี้กับทั้ง 3 ลูก จะได้ลูกเทนนิสมีเชือกมา 3 ชิ้น (เชือกยาวประมาณ 1 เมตรครึ่ง)จากนั้นเมื่อจะเล่นก็ให้เอาปลายเชืิอกมาใส่นิ้วเหมือน yoyo ครับ ในตอนแรกผมคิดว่าเชือกมันน่าจะพันกันแต่ไม่น่าจะยุ่งเหยิงจนเกินไป แต่เมื่อลองเล่นเข้าจริง ก็ถึงกับหงุดหงิดกว่าการก้มเก็บลูกหลายเท่าตัว นั่นคือการแก้เชือกที่พันกันอย่างยุ่งเหยิง และการโยนลูกชนเชือก ผมลองอดทนเล่นอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจล้มเลิกนวัตกรรมชิ้นนี้

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความล้มเหลวที่เพิ่งจะเกิดไม่นานของผม แต่อย่างน้อยผมก็ได้เรียนรู้ว่าก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เราจะต้องลองทำสิ่งนั้นก่อน มิใช่ตัดสินไปเลยว่าเป็นไปไม่ได้ อันนี้คล้ายๆ กับเรื่องกับดักของผู้เชี่ยวชาญที่อาจารย์ได้เคยสอนมาเลยครับ

วันอาจจะหมุนผ่าน คืนอาจจะหมุนเวียน….. งานเลิกยอมมีวันเลี้ยงลาครับ เอ้ยยยยยยยย… งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เรียนวิชานี้แล้วครับ ฮืออออออออ (fake)

ในคาบสุดท้ายอาจารย์ก็ได้เล่าสิ่งที่เรียนรู้มาจากการที่ไปฟังที่ต่างประเทศนั่นเองครับ อาจารย์ถ่ายคลิป และรูปมาให้เราได้ดูกัน และไฮไลท์ของงานนี้คือ การเดินลุยไฟ เท้าเปล่าๆ  เค้าสอนให้เอาชนะความกลัวครับ นั่นคือให้เดินลุยไฟ เมื่ออาจารย์ได้เดินเข้าไปเท่านั้นแหละ อาจารย์บอกว่าคิดผิดที่เดิน 555 แต่ก็เอาชนะความกลัวมาได้จริงๆ

ส่งท้ายกันด้วยของเล่นใหม่ของอาจารย์ เป็นไพ่ที่บอกลักษณะนิสัยของตนเองครับ ผมชอบมาก แต่ราคานั้นอย่าได้เอ่ยยยยยยย 555

แม้จะสิ้นสุดการเรียน แต่โปรเจคของวิชานี้ก็ยังมีอยู่ครับ นั่นคือการสร้างนวัตกรรมนั่นเอง จะเป็นอย่างไรนั้นต้องคอยติดตามตอนต่อไป จะเอามาให้ดูกันใน BLOG ครับ

กลับมาอีกครั้งกับโปรเจคชิ้นโตของวิชา Software Engineering หลังจากเรียนมาเกือบหนึ่งเทอม ก็มาถึงเวลาที่จะต้องส่งโปรเจคที่เป็นชิ้นๆ แล้วครับ คงไม่ต้องเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคืนก่อนส่งโปรเจค แน่นอนครับ! โรงงานนรกเริ่มขึ้นที่ชั้น 20 ของตึก 4 ครับ มีเพื่อนๆ มากมายที่ร่วมอยู่ปั่นงานชิ้นนี้ เมื่อเวลาผ่านไป คนก็เริ่มทยอยกลับบ้าน แต่…ยังมีผู้เหลือรอด(ผู้เสียสละยอมพลีกาย)ทำงานจนไม่ได้กลับบ้านกันเลยทีเดียว ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ รุ่งเช้าวันต่อมา หัวมันตึบๆ ทนอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องขอกลับสู่เตียงนอนที่บ้านชาร์จพลังสมองเพื่อการสอบไฟนอลต่อไป

ประสบการณ์แบบนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย จำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แต่มันสอนเราหลายอย่างครับ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นเราก็ต้องตั้งใจและแก้ไขให้มันดีขึ้นในครั้งต่อมา แต่…..หลายคนก็คงเป็นใช่มั้ยครับ แม้เราจะเรียนรู้มาแล้วว่าเราควรจะต้องทำแบบนี้ๆ ในครั้งถัดๆ ไป แต่เราก็ไม่ทำมันเพราะความขี้เกียจ เรื่องมันจึงได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นผมจึงเล่าประสบการณ์ครั้งนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เผื่อหลายๆ คนจะได้รีบแก้ไขและปรับปรุง ขจัดความขี้เกียจทิ้งไปเถิดครับ…

วันนี้เป็นคลาสพิเศษมากๆ ครับ อาจารย์ธงชัยพาเราเรียนนอกสถานที่ครับบบบ ทายกันสิว่าที่ไหน…เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์

.

.

.

.

.

ไม่รู้ใช่มั้ยครับ ไม่แปลกครับเพราะตอนแรกผมก็ไม่รู้จักที่นี่เหมือนกันครับ ดังนั้นผมขอแนะนำให้รู้จักกับ TCDC ซึ่งเป็นศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบครับ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

ด้านในก็จะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับผลงานความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะมีโซนที่จัดแสดงถาวรเป็นของ TCDC เอง และโซนที่จัดแสดงผลงานของที่อื่นๆ ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยทุกประมาณ 3 เดือนครับ

ผมก็ขอแนะนำสถานที่คร่าวๆ แค่นี้ มาดูดีกว่าครับว่า อาจารย์ให้พวกเรามาทำอะไรกันที่นี่

อาจารย์ได้บอกโจทย์มาว่า “โลกเราได้เกิดภัยพิบัติขึ้นตามที่มีคนได้ทำนายไว้ มนุษย์สร้างหลุมหลบภัยครั้งนี้ไว้ได้ แต่บนโลกนั้นได้พังทลายไปมาก คุณเป็นกำลังสำคัญที่จะขึ้นมาสร้างโลกใหม่ โดยโลกใหม่นี้ขึ้นกับพวกคุณเลย ไม่ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ได้ ให้แบ่งกลุ่มกันไป กลุ่มหนึ่ง 5 คน แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา อาจารย์ได้คิดไว้แล้วว่าจะให้พวกคุณสร้างอะไร” (กลุ่มของผมได้สร้าง “สนามบิน”)

เอ๊ะ….. แล้วเราจะเอาไอเดียมาจากไหน ทายซิครับ

.

.

.

.

น่าจะทายกันถูก ก็ไปเดินดูในงานของ TCDC ไงครับ แต่ละคนก็ได้เดินดูหนังสือ ดูงานฝีมือ หลายๆ อย่าง แล้วก็มาระดมสมองกัน ไอเดียแต่ละกลุ่มที่ออกมา กระฉูด..ครับ

สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งคืออาจารย์ให้เรานำเสนอผลงานแบบสไลด์ละ 20 วินาที สนุกดีครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ TCDC มากครับที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้เรา แถมยังให้บัตรสิทธิพิเศษกับพวกเรามาก ขอบคุณมากครับ

แหม่…..วันนี้อาจารย์หนีไปฟังบรรยายที่ต่างประเทศครับ แต่ถึงกระนั้นอาจารย์ได้ทิ้งเกม และทิ้งพี่ TA ให้มาดูแลพวกเราแทนครับ

เกมที่อาจารย์นำมาให้เล่นวันนี้เป็นเกมที่ต้องใช้สมองกันหน่อยล่ะ ง่ายๆ ก็คือหัดให้เราคิดนอกกรอบครับ แต่ก็ต้องอยู่ในลู่ทาง ไม่ใช่นอกกรอบแบบหลุดโลกนะครับ

วิธีการเล่นเกมก็คือ จับกลุ่ม 5 คน จะมีปัญหาให้ และจะมีผู้รู้เฉลยของปัญหาเพียงคนเดียวในกลุ่มเท่านั้น คนอื่นที่ไม่รู้เฉลย จะสามารถถามคำถามผู้ที่รู้เฉลยได้ โดยเป็นคำถามประเภท “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เท่านั้น ผู้รู้เฉลยก็ตอบได้เพียงแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เท่านั้น หลายคนคงนึกภาพออกนะครับ คล้ายๆ กับเกม 20 คำถามอะครับ แต่นี่ปัญหาเป็นเหตุการณ์ด้วย

สนุกครับ กลุ่มผมตอบคำถามได้ค่อนข้างเต่ามากครับ 555 แต่ก็ไม่ใช่กลุ่มสุดท้ายที่ทำเสร็จ

คงยังจำสิ่งที่อาจารย์ธงชัยสอนกันได้นะครับเรื่องสติ แต่ผมคาดว่าหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจมาก ผมจึงขอนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้คนที่ยังงงๆ เข้าใจมากขึ้นครับ

ผมให้ความสำคัญกับเรื่องสติมาสักพักแล้วครับ(ก่อนจะได้เรียนเรื่องนี้กับอาจารย์ธงชัยเสียอีก) เป็นการมีสติตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธเราน่ะแหละครับ ให้มีความรู้ตัวไว้ หลายๆ คน(แม้กระทั่งผู้ที่อ่านอยู่)ไม่รู้ว่าตัวเองสติหลุดไปแล้ว ลองแวบกลับมาที่ตัวเองดูครับว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวมั้ยครับว่ากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ รู้ตัวมั้ยครับว่ากำลังคิดอยู่ ไม่จำเป็นจะต้องรู้นะครับว่าคิดเรื่องอะไร แต่ขอให้รู้ว่าคิดอยู่ หลายๆ คนจะหลงเข้าไปกับความคิดของตนเอง จนลืมตัวตนไปเลยว่ากำลังยืน เดิน นั่ง หรือนอนอยู่(แต่เวลาที่คิดงานก็ต้องหลงเข้าไปนคิดนะครับ)

แต่สติไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลานะครับ มันจะติดๆ ดับๆ บางทีผมก็จะไม่มีสติไปเกือบทั้งวัน กลับมาบ้านตอนเย็นเพิ่งจะรู้ตัว(แปลกดีครับ) แต่เราควรฝึกให้มีสติบ่อยขึ้นครับ จากแรกๆ อาจจะทั้งวันไม่รู้ตัวเลยว่าสติอยู่ไหน ต่อมาอาจจะเหลือครึ่งวัน ครึ่ง ชม. หรือน้อยกว่านั้น

หวังว่าสิ่งที่ผมเล่าจะพอจะทำให้คนที่อ่านมีสติแวบขึ้นมาได้นะครับ

สำหรับครั้งนี้อาจารย์สอนเรื่อง “การใช้คำสุ่มเพื่อหาความคิดสร้างสรรค์ (Random Stimulation)” โดยคำนั้นหามาจากหนังสืออะไรก็ได้ที่อาจารย์สั่งให้พวกเรานำมา ซึ่งวิธีการคือ

  1. กำหนดปัญหา
  2. เลือกคำนามอย่างสุ่ม อย่าเปลี่ยนคำ
  3. มองหาคุณค่า หรือแนวคิดเกี่ยวกับคำนั้น
  4. ประยุกต์ใช้กับปัญหาที่ต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเกี่ยวกับการปรับปรุงร้านบริการถ่ายภาพ สุ่มคำได้คำว่า “วัฒนธรรม” ก็อาจจะให้มีบริการชุดประจำชาติให้แก่ลูกค้า หรือตกแต่งร้านด้วยวัฒนาธรรมไทยๆ เป็นต้น

คงจะเข้าใจวิธีนี้กันแล้วนะครับ เราจะมาดูกลยุทธ์ต่อไปคือ “การหามุมมองที่หลากหลาย” ซึ่งอาจารย์นำมาสอนให้เรา 2 วิธีครับ

  1. การระดมสมอง
  2. การคิดแบบหมวก 6 ใบ

เรามาดูอันแรกกันครับ การระดมสมอง

หลายๆ คนคงจะรู้จักวิธีการนี้ดี แต่อาจจะยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ลองมาดูกฎของมันอีกทีครับ

กฏ

- แสดงความคิดอิสระ

- ยิ่งแปลกยิ่งดี

- ไม่วิจารณ์

- เน้นปริมาณ

วิธีการนี้อาจจะมีปัญหาที่ตามมาก็ืคือ ความคิดน้อย มีการวิจารณ์กันเกิดขึ้น หรือบางคนก็จะไม่กล้าพูดแสดงความคิดออกมา ซึ่งอาจจะแก้ได้โดยการเขียนใส่กระดาษแทนการพูดครับ

จากกลยุทธ์นี้ ทำให้ผมนำไปใช้ในโครงงานที่ต้องใช้ไอเดียเยอะๆ นั่นคือ การทำเกม ได้ครับ

 

พฤศจิกายน 2009
พฤ อา
« ต.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

ความเห็นล่าสุด

aumootoo on Role Model
PEACHieZ" on Role Model
PEACHieZ" on Role Model
wariety on Innovative#4่
วิควิค on Youtube พังแล้วครับพี่น้อ…

Blog Stats

  • 423 hits